2009 Adobe Asia Pacific School Innovation Awards
บริษัท อะโดบี ซิสเต็มส์ อินคอร์เปอเรทเต็ด เปิดตัว “Adobe Asia Pacific School Innovation Awards” โครงการประกวดผลงานความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนและนักศึกษา อายุตั้งแต่ 14-19 ปี ที่ศึกษาอยู่ในประเทศออสเตรเลีย, ฮ่องกง, อินเดีย, อินโดนีเซีย, จีน, เกาหลีใต้, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไต้หวัน, ไทย และนิวซีแลนด์ โดยเริ่มเปิดรับผลงานตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2552 เป็นต้นไป
โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนและนักศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อเผยแพร่ผลงานที่เกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นสู่สายตาของคนทั่วโลก เพื่อแสดงผลงานและตัวของนักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นให้เป็นที่รู้จัก และได้รับโอกาสที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิต สำหรับรางวัล ความภาคภูมิใจ และการสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง
อะโดบีมุ่งมั่นสนับสนุนการศึกษาและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในนักเรียนและนักศึกษามาโดยตลอด ด้วยโครงการประกวด “Adobe Asia Pacific School Innovation Awards” สิ่งที่อะโดบีต้องการก็คือการสนับสนุนและส่งเสริมความพยายามของนักเรียนและนักศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นาย จอห์น เทรลเลอร์ ผู้อำนวยการด้านการศึกษาประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัทอะโดบี กล่าวว่า“เรามีความพยายามที่จะสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนและนักศึกษามาโดยตลอด รวมถึงความพยายามในการทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักผ่านเครื่องมือดิจิตอล สำหรับ The 2009 Adobe Asia Pacific Innovation Awards เป็นโครงการประกวดผลงานความคิดสร้างสรรค์ อันหมายถึงโอกาสสำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่จะได้แสดงทักษะและความสามารถของตนเองออกมา ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้คนทั่วโลก”
ผลงานสร้างสรรค์จะต้องเกิดขึ้นภายใต้หัวข้อซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อโลกของเราในปัจจุบัน จากนั้นพวกเขาสามารถนำโจทย์ที่ได้ไปตีความและสร้างสรรค์ผลงานของพวกเขาได้อย่างอิสระ การสร้างสรรค์ผลงานจะทำคนเดียวหรือทำเป็นทีมก็ได้ ผลงานที่ส่งประกวดจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท 3 หัวข้อ ซึ่งผู้ส่งผลงานเข้าประกวดจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ประเภทของผลงาน ได้แก่
Web Design
ผลงานที่อยู่ในหมวดนี้ ได้แก่ เว็บไซต์, บล็อก, อินเตอร์แอคทีฟซีดีหรือดีวีดี, แอนิเมชั่น, สื่อการเรียนการสอน, โมบายคอนเทนต์ และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
Video Production
ผลงานที่อยู่ในหมวดนี้ ได้แก่ การแสดง, เอกสาร, หนังสั้น, กราฟิกเคลื่อนไหว, แอนิเมชั่น, บริการสาธารณะประโยชน์ และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
Design and Print
ผลงานที่อยู่ในหมวดนี้ ได้แก่ การเล่าเรื่องด้วยภาพ, โปสการ์ด, โลโก้, ป้าย, หีบห่อ-บรรจุภัณฑ์, หนังสือประจำปี, โฆษณา, แม็กกาซีน, โปสเตอร์, โบรชัวร์, หนังสือ, จดหมายข่าว และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
หัวข้อ
Go Green
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำและพลังงาน, การลดปริมาณขยะ และการลดพฤติกรรมซึ่งเป็นอันตรายต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
Go Legal
โปรโมทการใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย
Go Wild
เปิดกว้างสำหรับนักเรียนและนักศึกษาที่มีธีมเป็นของตัวเอง
การตัดสินและของรางวัล
แต่ละประเภทจะมีรางวัลชนะเลิศ 1 รางวัลและรองชนะเลิศ 2 รางวัล และรางวัลใหญ่รวมทุกประเภท “Best-of-Best” จำนวน 1 รางวัล การพิจารณาตัดสินจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการตัดสินของอะโดบี
รางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศแต่ละประเภท
ผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับ Adobe Creative Suite® 4 Master Collection และประกาศณียบัตรผู้ชนะเลิศ
รางวัลสำหรับรองชนะเลิศแต่ละประเภท
รองชนะเลิศแต่ละประเภทจะได้รับอย่างใดอย่างหนึ่งจาก Adobe Creative Suite 4 Design Premium, Web Premium หรือ Production Premium และประกาศณียบัตรรองชนะเลิศ
กรณีที่ผู้ได้รับรางวัลเป็นทีม
สมาชิกในทีมจะได้รับอย่างใดอย่างหนึ่งจาก Adobe Premiere Pro® CS4, Adobe After Effects® CS4, Adobe InDesign® CS4, Adobe Photoshop® CS4, Adobe Dreamweaver® CS4 หรือ Adobe Flash® CS4 Professional และประกาศณียบัตรรองชนะเลิศ
รางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศรวมทุกประเภท “Best-of-Best”
ผู้ได้รับรางวัล “Best-of-Best” จะได้รับประกาศณียบัตร “Best-of-Best” และโน้ตบุ๊ค Hewlett Packard Pavilion dv3600 หรือ Apple MacBook Pro 13 นิ้ว
รางวัลสำหรับอาจารย์
อาจารย์ที่ปรึกษาของผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศแต่ละประเภทจะได้รับ Adobe Creative Suite 4 Master Collection
รางวัลสำหรับสถานศึกษา
สถานศึกษาของผู้ได้รับรางวัล “Best-of-Best” จะได้รับ Adobe Creative Suite 4 Master Collection 30 ไลเซนส์ สำหรับใช้ในห้องคอมพิวเตอร์ของสถานศึกษานั้น
อะโดบีจะเริ่มเปิดรับผลงานทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2552 ไปจนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลก่อนวันที่ 31 มกราคม 2553 และผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเอกสารแจ้งเตือนผ่านทางอีเมล ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของผลงานที่ส่งเข้าประกวด, ของรางวัล และรายละเอียดเงื่อนไขหรือข้อกำหนดอื่นๆ ที่ http://www.adobe-eduapac.com/award
เยาวชนไทยคว้าเหรียญทองแดงสาขากราฟิคจากการแข่งขัน WorldSkills
จากการแข่งขันฝีมือแรงงานระดับโลกครั้งที่ 40 หรือ WorldSkills ที่เมืองคัลการี ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้ส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันในสาขาการออกแบบกราฟฟิค (Graphic Design Technology)โดยตัวแทนจากประเทศไทย คือ นายจิรวัฒน์ เตชะปรีชาวงศ์สามารถคว้ารางวัลเหรียญทองแดงจากการแข่งขันครั้งนี้ได้สำเร็จ
นายจิรวัฒน์ เตชะปรีชาวงศ์ เป็นตัวแทนเยาวชนไทยที่ผ่านการแข่งขันมาหลายระดับ โดยได้รางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 22 และยังได้รางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันทักษะฝีมือเอเซียน ครั้งที่ 7 (the seventh Asean skills Competition) ณ ประเทศมาเลเซีย
การแข่งขัน ฝีมือแรงงานโลก หรือ WorldSkills เป็นการประชันทักษะฝีมือที่ผนวกความคิดไว้ด้วย มีการจัดขึ้นทุก 2 ปี โดยมีหลายๆ ประเทศผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ตัวแทนที่เข้าแข่งขันต้องมีอายุไม่เกิน 22 ปี ณ วันแข่งขัน ดังนั้นผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่จึงเป็นนักเรียน นักศึกษา ซึ่งกว่าจะถึงวันแข่งขันต้องเข้าค่ายฝึกปรือ เสริมทั้งความรู้และทักษะกันเต็มที่ หลายฝ่ายทั้งภาครัฐโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานและเอกชนได้ร่วมมือกันส่งเสริมอย่างเต็มความสามารถ โดยมีผู้เข้าแข่งขันบางรายเสียสละด้วยการขอพักการเรียน (Drop) เป็นปีเพื่อการเก็บตัวด้วย
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้ส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขัน อีกทั้งยังเป็นการร่วมมือกันของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน Graphic Design Technology หลายท่านที่เสียสละเวลามาช่วยกันอบรมผู้เข้าแข่งขันเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปีผลักดันให้เยาวชนไทยสร้างชื่อให้กับประเทศชาติในนามทีมชาติไทยได้อย่างน่า ภาคภูมิใจ โดยมีคุณสถิตย์ เลิศในเกียรติ ประธานโครงการ เป็นแกนนำคนสำคัญที่อำนวยการให้การแข่งขันในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
ขอขอบพระคุณอาจารย์ธีระ ปิยคุณากร เอื้อเฟื้อข้อมูล
ปัญจลักษณ์ พีรกิจ เรียบเรียง
ความเข้าใจในการใช้งาน Adobe Photoshop
ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักจะรู้จักมักคุ้นกันดีกับโปรแกรมที่ทำงานเกียวกับภาพดิจิทัลที่ชื่อว่า Adobe Photoshop ทั้งผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงที่ต้องใช้โปรแกรมนี้ และผู้ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วอยากทำงานเกี่ยวกับภาพเล่นๆ ก็มักจะทำการติดตั้งโปรแกรมนี้ลงไปในเครื่องโดยไม่ทราบว่า โปรแกรมนี้มันมีราคาค่างวดเท่าไร เพราะอย่างไรคนขายก็มักจะแถมมาตอนซื้อเครื่องอยู่แล้ว ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้นี่แหละ ที่เป็นต้นเหตุของการที่ผู้ใช้งานไม่มีความเข้าใจในเรื่องลิขสิทธิ์ หรือการเคารพในผลงานของผู้อื่น เพราะเราได้ซึมซับเอาความเคยชินในยุคแรกๆ ที่มีคอมพิวเตอร์เข้ามาจนคิดไปว่าโปรแกรมทุกอย่างต้องถูกติดตั้งมาในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องฟรีอยู่แล้ว
ผมเริ่มต้นบทความนี้จากเรื่องของความไม่เข้าใจในเรื่องลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นเรื่องเชื่อมโยงไปถึงการทำความเข้าใจกับการใช้งานซอฟท์แวร์ด้วย เพราะเมื่อเราไม่สนใจในลิขสิทธิ์ ก็จะทำให้เราไม่สนใจเรื่องวิธีการใช้งาน เพราะเราไม่มีการลงทุน ดังนั้นที่ผ่านมาเราจึงมีโปรแกรมที่แถมมากับเครื่อง (แบบเถื่อน) แพร่หลายโดยไม่มีการชี้แนะ หรือควบคุมการใช้งานเนื่องจากโปรแกรมนั้นไม่มีมูลค่า จะทำงานได้ หรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเพราะไม่เสียเงินซื้อ แต่ถ้าหากเรามีการเสียค่าใช้จ่ายกันเสียแต่ทีแรก ผมเชื่อว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่ที่ลงทุนไปต้องขวนขวายหาความรู้ เพราะเกรงว่าจะไม่สามารถใช้งานซอฟท์แวร์ได้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
คำที่เรามักจะได้ยินจากบางคน หรือคนที่ไม่เข้าใจเรื่องการใช้งานของโปรแกรม มักพูดว่า “รูปถ่ายจะถ่ายมายังไงก็ได้ เดี๋ยวให้ลูกน้องใช้ Photoshop แต่งเอา” หรือ “ไปถ่ายรูปอะไรมาก็ได้ เดี๋ยวเลือกใช้เอง เพราะถ้าไม่ดีเดี๋ยวให้ฝ่ายศิลป์ ใช้ Photoshop แต่ทีหลัง” คำพูดแบบนี้แหละ ยิ่งทำให้เราไม่เห็นคุณค่าของการใช้งานซอฟท์แวร์ได้อย่างถูกต้อง เพราะถ้าเขาทราบว่าโดยปกติการตกแต่งภาพเพิ่มเติมจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และในระบบการทำงานโดยทั่วไป เขามักจะให้ช่างภาพถ่ายภาพมาให้ดีที่สุด หรือหากจะมีการตกแต่งเพิ่มเติมก็ต้องมีการวางแผนถ่ายภาพให้มีการตกแต่งภาพน้อยที่สุดเพื่อที่การทำงานในส่วน Post Production มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
สิ่งที่น่ากังวลอีกประการหนึ่งก็คือ ผมได้เห็นการเจริญเติบโตของคอมมูนิตี้ทางด้านการถ่ายภาพมีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ที่ผมเป็นห่วงต่อไปก็คือการเรียนรู้ และการให้ความรู้ของผู้ที่อ้างตนว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้มีชื่อเสียงทั้งหลาย จะมีสักกี่คนที่ถ่ายทอดการใช้งานได้อย่างถูกวิธี และสร้างความเข้าใจพื้นฐานร่วมกันที่ถูกต้องเพราะวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่ดีของพวกเราคือความเลื่อมใสศรัทธาในผู้ที่ให้ความรู้ ดังนั้นพ่อพิมพ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ที่ต้องการจะใฝ่หาความรู้ได้รับข้อมูล หรือวิธีการที่ถูกต้องโดยไม่ติดยึดกับรูปแบบหรือสไตล์การทำงานของผู้สอน
ผมเองไม่ได้เป็นผู้ที่มีชื่อทางด้านการถ่ายภาพ แต่บังเอิญที่ผมได้เป็นผู้ทดสอบการใช้งานโปรแกรมของ Adobe และทำให้ผมได้เรียนรู้และทำความเข้าใจกับความคิดในการที่วิศวกรของ Adobe ได้สร้างเครื่องมือการใช้งานของโปรแกรม ผมต้องตอบแบบสอบถาม และร่วมให้ความเห็นการใช้งานของโปรแกรมให้กับทีมงาน ซึ่งทำให้ผมทราบว่าวิธีใช้งานของเครื่องมือที่ได้ถูกสร้างขึ้นมานั้นจะใช้งานให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร
เพื่อที่จะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ก็คงต้องมาดูกันในบางคำสั่งที่หายไปใน CS4 เช่น คำสั่งใน Filter ที่ชื่อว่า Extract Filter ที่ Adobe ได้ยกออกไปจากเวอร์ชั่นนี้ (แต่สามารถไปดาวน์โหลดจาก Adobe มาติดตั้งใหม่ได้) โดย Adobe แนะนำให้ใช้ความสามารถของ Mask Panel มากขึ้นแทน นั่นก็หมายความว่าวิธีการที่จะใช้ Extract นั้นย่อมมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเครื่องมือใหม่ที่ทีมงานได้พัฒนาสร้างขึ้นมา ดังนั้นการที่เราได้ยึดวิธีการโดยไม่เปรียบเทียบกับการพัฒนาการทางเครื่องมืออาจทำให้เราพลาดโอกาสในการใช้งาน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมักมีหลายท่านพูดเปรียบเปรยว่า จะมีสักกี่คนที่จะทราบว่าเครื่องมือต่างๆ มีไว้ทำงานอะไร บางท่านอ่าจยังไม่เคยเลือกใช้ หรือเข้าถึงเครื่องมือนั้นเลยด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่หลายคนยังคงใช้งานเวอร์ชั่นเดิมๆ เพราะไม่คิดว่าความสามารถของเครื่องมือในเวอร์ชั่นใหม่มีประสิทธิภาพเพียงใด
จะเริ่มทำความเข้าใจอย่างไร
จากที่ผมได้กล่าวมาเบื้องต้น หลายคนอาจจะมีคำถามว่าแล้วเราจะเรียนกันอย่างไร จะเริ่มที่ไหน ซึ่งความจริงแล้วตามสถาบันการศึกษาในบ้านเราก็ยังประสบปัญหานี้อยู่ เนื่องจากการที่เราไม่มีการทำหลักสูตรในการเรียนอย่างจริงจัง และเราไม่คิดว่าเทคโนโลยีในการพัฒนาโปรแกรมที่เปลี่ยนไป จะมีผลต่อวิธีการทำงานในโปรแกรม และที่สำคัญสถาบันการศึกษาหลายแห่งไม่ได้ใช้ซอฟท์แวร์สำหรับการเรียนการสอนอย่างถูกต้อง และประเด็นสำคัญคือเราขาดบุคคลากรที่เข้าใจการใช้งานโปรแกรมต่างๆ อย่างจริงจัง
ความจริงแล้วทาง Adobe เองได้ทำการเผยแพร่หลักสูตรการเรียนการสอนของโปรแกรมต่างๆ ของ Adobe บนเว็บไซด์ของ Adobe เอง สามารถเข้าไปทำการดาวน์โหลดมาประยุกต์และนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้ ซึ่ง Adobe ได้ทำเป็นคู่มือของนักเรียน และคู่มือของผู้สอน ซึ่งหากสถาบันการศึกษาใดสนใจก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดมาเป็นข้อมูลอ้างอิงได้เลย ซึ่งไม่ได้มีแค่หัวข้อที่จะเรียนเท่านั้น แต่มีคู่มือสำหรับนักเรียนประกอบการทำงาน รวมไปถึงแบบสอบถามประกอบแบบฝึกหัดที่สมบูรณ์ครบถ้วนรับรองว่าสะดวกทั้งผู้เรียนและผู้สอนสำหรับหลักสูตรความยาว 72 ชั่วโมงเลยทีเดียว สามารถไปดาวน์โหลดได้ที่นี่ www.adobe.com/education/
![]()
จะต้องสอนหรือเรียนรู้อะไรบ้าง
สิ่งแรกเลยที่จะต้องเรียนรู้ก็คือ โปรแกรม Photoshop เป็นโปรแกรมประเภทไหน มีข้อจำกัดในการใช้งานอย่างไร และมีระบบการจัดการสีอย่างไร ซึ่งเรื่องระบบการจัดการสีนั้นเป็นเรื่องพื้นฐานของผู้ที่จะทำงานกับไฟล์ภาพดิจิทัล หลายคนคิดว่าเรื่องนี้จะต้องผลักภาระไปให้คนพิมพ์งานเป็นคนจัดการ บ้างก็บอกว่าสีหน้าจอจะไปเหมือนงานพิมพ์ได้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาผู้้ที่ทำงานกับภาพดิจิทัลมักจะไม่ได้รับการแนะนำหรือเรียนรู้เรื่องระบบการจัดการสีอย่างถูกต้อง บางครั้งเมื่อเปิดไฟล์ภาพขึ้นมาจะมีกรอบวินโดว์คำถามปรากฏขึ้น เราก็ยังไม่ทราบเลยว่าควรจะเลือกอะไรดี ซึ่งเรื่องเหล่านี้ผมถือเป็นเรื่องพื้นฐานของทุกคน และจะเป็นประตูไปสู่ความสำเร็จหรือล้มเหลวบานแรกของการใช้งานเกี่ยวกับภาพดิจิทัล เลยทีเดียว
เมื่อเราผ่านประตูแรกของการเข้าสู่โปรแกรม Photoshop มาได้ ด้วยการทำความเข้าใจกับความหมายของ Assign Profile และ Convert Profile ที่เป็นหัวใจสำคัญของการจัดการสีแล้ว เรื่องต่อมาที่ต้องทำการเรียนรู้ก็คือ ความละเอียดของภาพ และ Mode สีของภาพ ซึ่งประเด็นนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการที่จะเอาภาพดิจิทัลนี้ไปใช้งาน “ที่ผ่านมาเรามักจะท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองว่าเมื่อจะเอาไฟล์ภาพไปใช้ในงานพิมพ์นั้นต้องทำเป็นไฟล์ภาพใน MODE สี CMYK แล้วความละเอียดของภาพต้องเป็น 300 dpi” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เป็นวิธีการทำงานที่เกิดจากการท่องจำกันมา แต่ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจ อย่างในเรื่องความละเอียดของภาพนั้นไม่ได้กำหนดตายตัวที่ 300 dpi อย่างที่เข้าใจ ความละเอียดของภาพขึ้นอยู่กับวัสดุและเครื่องพิมพ์ เช่นหากนำไปพิมพ์ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ใช้เม็ดสกรีนเท่ากับ 100 LPI (Line per Inch) ความละเอียดของภาพในขนาดใช้จริงจะเท่ากับ 100 X 2.5 = 250 dpi เท่านั้น และในส่วนของ Mode สี ในระบบปัจจุบัน Adobe ก็แนะนำให้ทำงานใน Mode ของ RGB โดยเฉพาะในงานพิมพ์ จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องการจัดการสี การนำไฟล์ไปประกอบกับโปรแกรมอื่นเพิ่มเติมอีกด้วย
![]()
จากที่ผมได้ยกตัวอย่างในเบื้องต้นนี้ เป็นเรื่องพื้นฐานที่เราต้องศึกษาและทำความเข้าใจให้ดี ก่อนที่จะคิดไปทำการตกแต่งภาพ หรือทำการสร้างเทคนิคเอฟเฟคต่างๆ เพราะหากเริ่มต้นไม่ถูกเราไปทำตอนท้ายในขณะที่รากฐานไม่ดี มันก็จะทำให้สิ่งที่เราทำนั้นสูญเปล่าไปได้
หลังจากที่เราเข้าใจเรื่องเบื้องต้นไปแล้ว สิ่งที่ผู้ใช้งานจะต้องศึกษาต่อไปก็คือ การใช้เครื่องมือ Selection การ Save Selection การได้มาซึ่ง Selection โดยเฉพาะการใช้งานในโปรแรม Adobe Photoshop CS4 จะมีคำสั่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ Refine Edge และ Mask Edge ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้งานที่เกี่ยวข้องกับ Selection ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
![]()
เมื่อมีการใช้งานเกี่ยวกับ Selection สิ่งที่จะเป็นผลสืบเนื่องตามมาก็คือการเรียนรู้การใช้งานและการจัดการกับ Channels ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของโปรแกรม Photoshop เลยทีเดียว และเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้งานต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่างละเอียด นอกจากนั้นเราจะต้องเรียนรู้การทำงานเกี่ยวกับ LAYER การใช้งานเกี่ยวกับ Blending Mode Layer และการใช้งานเกียวกับ Layer Mask ซึ่งเป็นบทเรียนพื้นฐานของการตกแต่งภาพอีกบทหนึ่ง
ที่ผมกล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจในโปรแกรม Adobe Photoshop และยังเป็นพื้นฐานที่สามารถใช้งานได้ทุกเวอร์ชั่น ยังไม่ถือว่าเป็นความสามารถใหม่เสียเลยทีเดียว แต่สิ่งที่เป็นเรื่องใหม่ ที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือ ตั้งแต่ CS2 Adobe ได้มีความสามารถอย่างหนึ่งคือการใช้งาน Smart Object และพอมาถึง CS3 ก็เพิ่มความสามารถ Smart Filter ขึ้นมา ซึ่งทั้งสองคำสั่งนี้ความจริงแล้วเป็นคำสั่งเดียวกัน โดยผู้พัฒนาโปรแกรมได้นำความคิดของการทำงานในลักษณะการเก็บข้อมูลของภาพแยกออกไปเป็นอีก Content หนึ่ง ซึ่งเมื่อเราต้องการที่จะแก้ไขก็สามารถดับเบิ้ลคลิกที่ ไอคอนของ Smart Object ที่ Layer แล้วโปรแกรมจะทำการเปิดไฟล์นั้นขึ้นมาแก้ไขแยกส่วนออกจากไฟล์ที่กำลังทำงานอยู่ ทำให้ระบบการทำงานของเราเร็วขึ้น และไม่เป็นการทำให้คอมพิวเตอร์ต้องทำงานหนักเพราะไม่ต้องทำการประมวลผลทั้งไฟล์นั้น ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการที่เป็นแนวทางการทำงานรูปแบบใหม่ และผู้ที่สนใจในการใช้งานควรจะทำการศึกษาความสามารถนี้ เพื่อจะทำให้เราสามารถประหยัดเวลาในการทำงานไปได้มาก
ทั้งหมดเป็นแนวความคิดที่ผมอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง ให้ผู้ที่สนใจในการใช้งานของโปรแกรมนี้ได้เข้าใจในวิธีการและรูปแบบที่ควรจะศึกษา และจงจำไว้ว่าหลักง่ายๆ ของการทำงานเกี่ยวกับการตกแต่งภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop ก็คือ “ต้องรักษาต้นฉบับให้คงอยู่เสมอ” ไม่ว่าจะตกแต่งให้เป็นอย่างไรก็ตาม และที่สำคัญความเข้าใจในความรู้ทางภาพถ่าย และศิลปะ เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการใช้ Effects หรือ Filter มหัศจรรย์ใดๆ มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง ที่ผมเคารพ ได้เคยสรุปหัวใจของการแต่งภาพผู้หญิงให้ฟังอย่างน่าจดจำก็คือ “ผู้หญิงทุกคนเกิดมาสวยอยู่แล้ว เราเพียงตกแต่งผู้หญิงคนนั้นให่้ดูมีสุขภาพดีก็พอ เช่นตาขาว ก็ควรขาว ฟันขาว ก็ควรขาว สิ่งที่มีมาแต่กำเนิดก็ควรมี สิ่งที่แปลกปลอมมาทีหลังก็ควรลบ เพียงแค่นี้ก็จะทำให้ภาพผู็หญิงคนนั้นสมบูรณ์แล้ว” ผมก็หวังว่าผู้ที่สนใจอยากจะเรียนรู้การใช้งานโปรแกรม Adobe Photoshop คงจะได้แนวทางในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพื่อความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ Photoshop ได้ดีขึ้นในโอกาสต่อไป
ซอฟท์แวร์ เครื่องมือที่จำเป็นของใคร (ตอนที่ 1)
ผมอ่านข่าวที่ประเทศอเมริกายังมองว่าประเทศเราละเมิดลิขสิทธิ์ในเรื่องซอฟท์แวร์ และอื่นๆ อยู่ทำให้ประเทศของเราถูกตัดสิทธิ์บางประการ และหลายคนก็มีคำถามว่า ในส่วนของซอฟท์แวร์ รัฐน่าจะช่วยให้มีราคาถูกลง เพื่อที่จะให้ทุกคนหันมาซื้อของลิขสิทธิ์กันอย่างถูกต้อง ผมยอมรับครับว่าปัญหานี้เป็นปัญหาข้ออ้างโดยทั่วไป ที่คิดแต่เอาประโยชน์เข้าตัวเอง ลองมาดูความเห็นของผมอีกมุมหนึ่งบ้าง อาจจะทำให้หลายคนเข้าใจมากขึ้น
ผมขอออกความเห็นเฉพาะในแวดวงที่ผมคลุกคลีอยู่ คือในระบบอุตสาหกรรมการพิมพ์ ที่มีทั้งนักออกแบบร้านแยกสี และโรงพิมพ์ เพราะผมควรจะคุยในเรื่องมี่ผมรู้เรื่องมากกว่าไปวิเคราะห์ในสิ่งที่ไม่รู้เรื่อง
คงต้องย้อนอดีตไปในช่วงที่เราทำงานออกแบบสิ่งพิมพ์โดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ในช่วงนั้นเราจะเห็นว่างานดีๆ แพงๆ มักเกิดจากผู้มีฝีมือ และผู้ที่ลงทุน ยกตัวอย่างงานภาพประกอบที่ใช้การวาดภาพด้วยพู่กันลม (Air Brush) ในสมัยนั้นแค่พ่นไล่โทนแผ่นเดียวเรายังคิดราคาเป็นหลักหลายพัน ผู้ที่คิดราคาแพงก็จะลงทุนอุปกรณ์พู่กันลมหลายหมื่นบาท ผู้ที่เขียนลายเส้นก็ต้องซื้อปากกาเขียนแบบราคาแพง ผู้ที่ทำเลย์เอ้าท์ ก็ต้องซื้อปากกาเมจิคด้ามละเป็นร้อย กล่องละเป็นพัน ใช้เดือนเดียวก็หมด
ผู้ที่ทำอาร์ตเวิร์คก็ต้องใช้งานโปรไมด์ ถ่ายฟิลม์ตารางนิ้วละ 5 บาท สั่งตัวเรียงคอมพิวเตอร์เป็นตารางนิ้ว มีค่าสิ้นเปลืองต่อการทำงานเท่าไร ลองคำนวนดูครับ
ในส่วนร้านแยกสี การทำงานเมื่อก่อนเสียเวลามาก ต้องมีการใช้ฟิล์มทำงานมากและที่ผมแปลกใจคือ ทำไมไม่บ่นว่าซอฟท์แวร์ประเภท Imposition แพง ทั้งๆที่ทำงานจัดหน้าเลย์เอ้าอย่างเดียว ใช้งานน้อยกว่าด้วยซ้ำ แต่ร้านแยกสีก็ซื้อได้ไม่มีอิดออด แต่โปรแกรมที่ทำงานแทนการกลับฟิล์ม การตกแต่ง ฯลฯ กลับบอกว่าแพง
แล้วผมถามว่า ซอฟท์แวร์ที่ซื้อมาใช้งานได้ 2 ปี ไม่มีค่าสึกหรอ มันแพงไปหรือ….
ผมขอฝากข้อคิดไว้ก่อน จุดประเด็นไว้ก่อน แล้วผมจะมาเรียงร้อยเรื่องราวต่อไป และต้องบอกให้ทราบว่าบทความนี้ข้อสรุปแล้วไม่ได้เป็นการส่งเสริมการขายแน่นอนครับ
จัดการข้อมูลไฟล์ภาพดิจิทัล
ทุกวันนี้การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัลเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวอย่างมาก ทุกคนสามารถถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัลอย่างง่ายๆ ด้วยตัวเองทั้งแบบมืออาชีพไปจนถึงการใช้กล้องที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ ทำให้เรื่องราวที่เกี่ยวกับภาพดิจิทัลเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆ คนควรทำความเข้าใจและรู้จักวิธีในการใช้งานและการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อที่จะทำให้ไฟล์ภาพดิจิทัลมีความสมบูรณ์ในตัวเองมากที่สุด
ก่อนที่เราจะไปทำการจัดการไฟล์ภาพดิจิทัล เราควรมาทำความรู้จักกับซอฟท์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภาพกันก่อน ซึ่งในที่นี่ผมจะยกตัวอย่างเฉพาะชุดซอฟท์แวร์จากค่าย Adobe ที่เรารู้จักกันในชุด Adobe Photoshop Family ว่ามีอะไรบ้าง และเราจะเลือกใช้ตัวไหนดีจึงจะเหมาะสมกับการใช้งานของเรา
เมื่อเราพูดถึงโปรแกรม Adobe Photoshop หลายคนก็อาจจะคิดว่า Adobe มีเพียง Photoshop ตัวเดียวที่เป็นโปรแกรมที่มีหน้าที่ในการจัดการภาพ ซึ่งความจริงแล้ว Adobe ได้มีผลิตภัณฑ์ที่ทำการจัดการภาพที่ชื่อ Adobe Photoshop เป็นชุดมีหลายแบบด้วยกันโดยใช้ชื่อรวมว่าเป็น Adobe Photoshop Family และในแต่ละโปรแกรมที่อยู่ในชุดนี้ก็จะถูกแบ่งหน้าที่การใช้งานให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานในแต่ละระดับ ซึ่งในปัจจุบันจากปัญหาที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักใช้ Software ละเมิดลิขสิทธิ์ดังนั้นจึงจะทราบแต่เพียงว่าโปรแกรมที่จัดการภาพต้องเป็น Adobe Photoshop CS4 เท่านั้น เพราะโปรแกรมที่นิยมในการใช้ละเมิดลิขสิทธิ์มักจะใช้ของที่แพง พูดง่ายๆ ไหนๆ จะเถื่อนแล้วก็ใช้ของเถื่อนที่ดีไปเลย
พูดถึงซอฟท์แวร์เถื่อน ผมก็ขอเตือนอีกนิดสำหรับผู้ที่มีอาชีพถ่ายภาพ หรือเป็นช่างภาพว่าภาพที่ท่านถ่ายมานั้นหากมีการนำมาปรับแต่งด้วยโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว ท่านจะคิดว่าภาพของท่านจะมีลิขสิทธิ์อยู่หรือ? หากว่าท่านคิดว่ามีสิทธิ์อยู่ ก็ต้องเจอการฟ้องร้องกันแน่เพราะหากท่านนำไฟล์ภาพของท่านมาใช้งานต่อที่ Adobe Photoshop แล้ว ผมสามารถตรวจสอบได้ว่าโปรแกรมที่คุณใช้เป็นของลิขสิทธิ์หรือไม่ ดังนั้นหากผมนำเอาภาพของท่านไปใช้ แล้วท่านมาเรียกร้องเรื่องลิขสิทธิ์ คงต้องมีการสู้กันบนศาลสักตั้ง แล้วจะรู้ว่าใครกันแน่จะได้ค่าคุ้มครองลิขสิทธิ์
เอาละครับ ผมก็เตือนมาเพื่อให้เรามีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน คราวนี้มาดูกันต่อว่าโปรแกรมในชุดครอบครัวของ Photoshop นั้นมีอะไรบ้าง
Photoshop Expressโปรแกรมแรกที่แนะนำนี้เป็นของฟรีนะครับ ไม่มีขายทั่วไป เป็นโปรแกรมประเภท Rich Internet Application คือทำงานผ่านอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องทำการติดตั้งโปรแกรม สามารถสมัครใช้งานได้ที่ www.photoshop.com มีพื้นที่ให้เก็บภาพ 2GB เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบนำภาพแจกจ่ายบนอินเทอร์เน็ต เพราะสามารถแชร์ไฟล์ภาพไปยังเว็บคอมมูนิตี้อื่นๆ ได้ เช่น Facebook หรือ Flickr
เราสามารถใช้โปรแกรมนี้ทำการปรับแต่งภาพได้ด้วยเครื่องมือที่ใช้งานง่าย ทั้งการ Crop ภาพ การปรับสี การลบรอยหรือปรับแต่ง รวมไปถึงการใส่ลูกเล่นต่างๆ ทั้งการพิมพ์ข้อความ การใส่กราฟิคลูกเล่นลงไปในภาพ การทำ Slide Show และอีกหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับการปรับภาพ แต่ไม่ใช่การ Retouch แบบมืออาชีพเท่านั้น ขอเสียตอนนี้ก็คือ Server เก็นข้อมูลอยู่ที่ USA ดังนั้นการทำงานอาจจะช้าเพราะระบบอินเทอร์เน็ตบ้านเราเวลาวิ่งออกต่างประเทศมันเชื่องช้ากว่าที่โฆษณาไว้เยอะ
Adobe Photoshop Elements
โปรแกรมนี้ก็เป็นโปรแกรมที่เหมาะกับผู้ที่ชอบถ่ายภาพโดยทั่วไป ยังไม่ใช่มืออาชีพแต่เมื่อถ่ายภาพแล้วต้องการนำภาพไปทำ Album ภาพ เอาไปส่งให้เพื่อนตามอินเทอร์เน็ต โปรแกรมนี้ความจริงหลายคนที่ซื้อกล้องบางรุ่น หรือซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์อย่าง Wacom จะได้โปรแกรมนี้มาให้ใช้งาน และสิ่งที่จะได้เพิ่มตามมาก็คือเนื้อที่สำหรับเก็บภาพ 20 GB ที่ photoshop.com การใช้งานง่ายเพราะผู้ใช้งานสามารถใช้คำสั่งอัตโนมัติหลายๆ อย่าง เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบตกแต่งภาพ และความจริงแล้วผู้ที่ทำงานด้านศูนย์บริการภาพดิจิทัล สามารถใช้โปรแกรมนี้ทำงานได้อย่างคุ้มค่ากับงานในธุรกิจนี้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องลงทุนใช้โปรแกรมแพงๆ เลย
Adobe Photoshop Lightroom
โปรแกรมนี้เป็นเครื่องมือสำหรับช่างภาพมืออาชีพจริงๆ เป็นโปรแกรมที่ใช้ช่างภาพมืออาชีพทำการจัดการไฟล์ภาพดิจิทัลโดยตรง เปรียบเสมือนเป็นห้องมืดของช่างภาพมืออาชีพเมื่อก่อน แต่วันนี้เราไม่ได้ใช้ห้องมืดในการจัดการไฟล์ภาพ เราสามารถล้างอัดภาพดิจิทัลในห้องทั่วไปได้เพราะเราทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ ดังนั้น Adobe ก็เลยตั้งชื่อโปรแกรมสำหรับการจัดการภาพดิจิทัลสำหรับมืออาชีพว่า”ห้องสว่าง” Adobe Photoshop Lightroom
ช่างภาพมืออาชีพสามารถใช้โปรแกรมนี้จัดการกับไฟล์ภาพดิจิทัลจำนวนมหาศาล ได้อย่างรวดเร็ว ทำงานบนไฟล์ภาพดิจิทัลทุกรูปแบบ เหมาะอย่างยิ่งกับการจัดการกับไฟล์ภาพชนิด RAW ไฟล์ ที่เป็นรูปแบบไฟล์ภาพสำหรับช่างภาพมืออาชีพนิยมกัน
Adobe Photoshop CS4 และ Adobe Photoshop CS4 Extended
ความจริงโปรแกรมในชุดต้นแบบของ Photoshop ที่เรารู้จักกันในชุด Creative Suite นั้น มี 2 เวอร์ชั่นด้วยกัน คือแบบธรรมดา กับแบบที่มี Extended ต่อท้าย ซึ่งความสามารถทั่วๆ ไป หลายท่านคงจะทราบแล้วว่าเดี๋ยวนี้ในชุด CS4 มีความสามารถอะไรบ้าง แต่ที่เรามักไม่ทราบคือเวอร์ชั่น CS4 ธรรมดา กับ Extended นั้นต่างกันอย่างไร เพราะผมเชื่อว่าหลายท่านที่ใช้งานอยู่ (โดยเฉพาะของเถื่อน) จะใช้กันเป็นตัว Extended เพราะอย่างที่บอก ของเถื่อนมักจะเอาตัวสูงสุดมาขาย แต่ถ้าเราจะซื้อใช้งานจริง ของแท้ เราคงต้องเลือกดูว่าเราจะซื้ออะไรใช้จึงจะคุ้มค่ากับเงินและงานที่ทำ เพราะความแต่ต่างหรือความสามารถที่เพิ่มขึ้นของ Extended ก็คือการทำงานด้าน 3D การทำงานทางด้านการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงการทำงานประเภท Interactive งานเหล่านี้ต้องใช้ความสามารถในส่วนของ Extended แต่ถ้าจะทำงานเฉพาะ Digital Imaging แล้วเราใช้งาน Photoshop ตัวธรรมดาก็เพียงพอแล้ว
ที่ผมต้องนำเรื่องโปรแกรมแต่ละตัวมาบอกเล่าให้ทราบกันก็เพราะว่า ในปัจจุบันการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในแง่ความคุ้มค่าในการลงทุน และประสิทธิภาพของงานนั้น ปัจจัยที่สำคัญคือการใช้เครื่องมือที่ถูกกับงาน ที่ผ่านมาเรามักจะคิดว่าเราเลือกใช้โปรแกรมทำงานครอบจักรวาลก็สามารถทำงานได้ โดยที่เราไม่ทราบถึงต้นทุนของซอฟท์แวร์ที่เราใช้งาน พอมาถึงวันนี้ เมื่อมีการรณรงค์เรื่องลิขสิทธิ์กันมาก ทำให้เราคิดว่าโปรแกรมมันแพงเหลือเกิน ใครจะกล้าลงทุน ทั้งๆ ที่ส่วนที่แพงขึ้นมา เป็นส่วนที่มันมีความสามารถแต่เราไม่ได้ใช้เลย ดังนั้นการที่เราจะต้องลงทุนกันจริงๆ เราก็ควรที่จะหันมาทำความเข้าใจกับโปรแกรมที่เราใช้งาน และเลือกลงทุนได้คุ้มที่สุด
หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจในการเลือกใช้เครื่องมือของโปรแกรมจัดการไฟล์ภาพดิจิทัลแล้ว ความตั้งใจที่ผมจะเนำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันในเล่มนี้ก็คือ “ความเข้าใจในการทำงานกับไฟล์ภาพดิจิทัล” ที่ผมต้องการให้ผู้ที่ใช้งานในบ้านเราเข้าใจในการใช้งานอย่างถูกต้อง มากกว่าการเข้าใจแบบผิดๆ แล้วทำให้ไฟล์ภาพดิจิทัลของเราไม่สมบูรณ์เท่าที่ควรจะเป็น
ไฟล์ภาพดิจิทัลเป็นไฟล์ภาพที่แสดงด้วยจุดเล็กๆ มาเรียงกันที่เราเรียกว่า พิกเซล (Pixel) และแน่นอนภาพดิจิทัลต้องเป็นการแสดงผลอยู่บนคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องประมวลผล สามารถปรับแต่งแก้ไขรายละเอียดของภาพได้ง่ายกว่า สามารถใส่ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมลงไปในข้อมูลได้
เมื่อไฟล์ภาพดิจิทัลเป็นไฟล์ภาพที่มีข้อมูล ซึ่งข้อมูลที่ผมหมายถึงไม่ได้หมายความว่าเป็นการพิมพ์ตัวหนังสือลงไปในภาพ หรือการนำภาพมาประกอบในไฟล์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ผมหมายถึงการที่เราใส่ข้อมูลที่มาของภาพ ข้อมูลของผู้ถ่ายภาพ กล้องที่ใช้ถ่ายภาพ และอีกหลายๆ อย่างที่ต่อไปนี้เราต้องให้ความสำคัญกันมากขึ้น เพราะข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้งานร่วมกับการใช้งานอื่นๆ การเผยแพร่ต่างๆ เพิ่มขึ้นไปอีก ข้อมูลที่กล่าวถึงนี้เรียกว่า Metadata
โดยทั่วไปแล้วภาพที่ถ่ายด้วยกล้องดิจิทัลในยุคนี้ จะมีการใส่ข้อมูลรายละเอียดในด้านการถ่ายภาพมาแล้ว เช่นถ่ายจากกล้องอะไร ขณะถ่ายใช้การปรับแต่งกล้องอย่างไร ความเร็วชัตเตอร์ การเปิดรูรับแสง ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถจะแก้ไขหรือบิดเบือนไปได้ ดังนั้นในการพิสูจน์ภาพถ่ายสมัยนี้อย่างถูกหลักการก็คือการตรวจสอบจากข้อมูลเหล่านี้นั่นเอง
แต่เมื่อเราถ่ายภาพมาแล้วเราจะต้องมีการนำภาพเหล่านั้นมาจัดการด้วยโปรแกรมจัดการภาพ ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่เราจะต้องเพิ่มข้อมูลในส่วนรายละเอียดของภาพเพิ่มเติมลงไป โดยโปรแกรมจัดการภาพเกือบทุกค่าย จะมีความสามารถให้เราใส่ข้อมูลลงไปในภาพ ขั้นตอนแรกที่ควรทำก็คือการตั้งชื่อไฟล์ภาพที่สมบูรณ์ ในเรื่องการตั้งชื่อไฟล์ภาพนี้เราควรจะกำหนดชื่อให้มีสาระสอดคล้องกับภาพเพราะการตั้งชื่อนี้จะเป็น Keyword ตัวแรกที่ปรากฏต่อสาธารณะ เมื่อมีการกำหนดชื่อแล้วเราก็จะทำการบันทึกข้อมูล Metadata ที่มีรายละเอียดของผู้ถ่ายภาพ รายละเอียดของการกำหนดลิขสิทธิ์ รายละเอียดหลายๆ อย่าง รวมไปถึงการกำหนด Keyword ที่เป็นการกำหนดชื่อสั้นๆ ที่เราสามารถนึกถึง และสามารถพิมพ์ค้นหาได้ การกำหนด Keyword นี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน
รายละเอียดอีกประการหนึ่งของภาพคือการใส่คำบรรยายภาพลงไปในช่อง Description ของภาพ ซึ่งในขณะนี้โปรแกรมจัดการทางด้านเอกสารสิ่งพิมพ์บางค่าย ได้มีการนำความสามารถนี้มาใช้โดยเมื่อมีการนำภาพมาประกอบในไฟล์ก็จะมีรายละเอียดของภาพติดมาด้วยโดยไม่ต้องกังวลว่าคำบรรยายภาพจะไม่ตรงกับภาพ
จะเห็นได้ว่าในการจัดการไฟล์ภาพดิจิทัลนั้น สิ่งสำคัญสิ่งแรกเลยก็คือการทำให้ไฟล์ภาพดิจิทัลนั้นมีความสมบูรณ์ของข้อมูลภาพมากที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์ในการค้นหาและสืบเสาะที่มาที่ไปของภาพ โดยเฉพาะไฟล์ภาพที่นำมาใช้ตกแต่งต่อที่โปรแกรม Adobe Photoshop ยิ่งสามารถพิสูจน์ได้ง่ายมากโดยการดูข้อมูลใน XMP ถึงแม้ว่าจะทำการแปลงภาพไปสู่สื่อต่างๆ แล้ว เราก็ยังสามารสืบทราบได้ว่าภาพนั้นมีที่มาอย่างไร ดังนั้นในกรณีที่เราเกิดพบเจอภาพปริศนา ไม่รู้ที่มา หรือไม่แน่ใจว่าเป็นภาพตัดต่อหรือไม่ ผมรับประกันว่าถ้าภาพนั้นเคยผ่านการใช้งานที่ Adobe Photoshop มาแล้ว เราสามารถสืบได้ว่าไฟล์ภาพต้นทางเป็นอย่างไร และมาทำอะไรที่ Photoshop เพิ่มเติมหรือไม่ ทั้งนี้เพราะว่าความสามารถในการตัดต่อภาพมันมีทั้งผลลบและบวก ยิ่งสภาพการเมืองที่ใช้ข่าวลือแย่งพื้นที่ข่าววันนี้ การบิดเบือนภาพยิ่งเกิดขึ้นง่าย เพราะสามารถทำได้ง่ายขึ้น ดังนั้นผู้ที่พัฒนาซอฟท์แวร์เขาต้องทราบว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ผมเองที่ทราบได้ก็เพราะบังเอิญผมถูกเชิญให้เข้าร่วมทีมพัฒนา XMP ที่อยู่ใน Adobe Photoshop คนหนึ่ง เลยทราบวิธีการแต่ไม่สามารถที่จะมาเปิดเผยได้ แต่หากใครมีข้อสงสัยในเรื่องเหล่านี้ ผมยินดีช่วยเหลือเต็มที่ครับ ดังนั้นทุกวันนี้ความสนุกในการเล่นกับภาพดิจิทัลอย่างหนึ่งก็คือการมาล้วงดูที่มาที่ไปของแต่ละภาพที่ปรากฏบนอินเทอร์เน็ต เพราะบางภาพมีที่มาที่ไปที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
สำหรับการจัดการภาพด้วยข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่เทคโนโลยีในอนาคต อย่างของ Adobe เองก็จะเป็นเรื่องราวของ Infinite Image หากอยากทราบว่ามันคืออะไร ก็ลองพิมพ์คำว่า Infinite Image ลงใน Youtube ดูครับ
ปฏิบัติการรวมทุกสื่อเป็นหนึ่งเดียว
หลายๆ ท่านคงจะทราบดีว่าการทำงานด้วยซอฟท์แวร์ต่างๆ ในวันนี้มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเหลือเกิน และมีเรื่องที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา สาเหตุสำคัญก็เพราะว่าผู้ผลิตซอฟท์แวร์ต่างก็มีการพัฒนาและออกเวอร์ชั่นใหม่ทุก 18 เดือน ซึ่งในขณะที่มีเวอร์ชั่นใหม่มาสู่ตลาดทั่วโลก บางคนยังทำงานอยู่กับโปรแกรมเวอร์ชั่นเก่าอยู่เลย ยกตัวอย่างเช่น Adobe ออก CS4 มาเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว แต่วันนี้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ยังคงใช้ CS2 อยู่ และก็มีบางส่วนขยับมาใช้งานที่ CS3 ซึ่งก็มีไม่มากนัก ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้งานก็คือ การที่ผู้ใช้งานไม่สามารถใช้เครื่องมือในแต่ละเวอร์ชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะไม่มีเวลาปรับตัวเพื่อที่จะเรียนรู้เครื่องมือต่างๆ ที่มีวิธีการทำงานแตกต่างจากเวอร์ชั่นเก่า และหลายคนก็ยังใช้เครื่องมือเดิมๆ โดยไม่ทราบว่าการที่ซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ออกมานั้น ผู้ผลิตเขาได้วางแนวทางวิธีการใช้งาน และกระบวนการทำงานใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอย่างไร ก็เลยทำให้การลงทุนกับการใช้ซอฟท์แวร์ใหม่ไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป
ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องราวปกติที่เกิดขึ้นในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานซอฟท์แวร์ในบ้านเรา และก็จะเป็นการสูญเสียโอกาสในการทำงานถ้าคิดเป็นตัวเงินก็ไม่ใช่น้อย และการเปลี่ยนซอฟท์แวร์ใหม่ตามยุคตามสมัยก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเมื่อผู้ผลิตได้มีการออกเวอร์ชั่นใหม่มา เวอร์ชั่นเก่าก็จะถูกเก็บออกจากท้องตลาดการที่เราจะขอซื้อซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นเก่ามาใช้นั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากกว่าการที่จะซื้อเวอร์ชั่นใหม่ที่มีขายในปัจจุบัน ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดเพื่อให้เกิดการใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดก็คือ ต้องเรียนรู้วิธีการใช้งานที่ถูกต้อง ศึกษาแนวทางการพัฒนาซอฟท์แวร์ว่าจะออกไปในรูปแบบไหน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็ดูได้จาก Help ของซอฟท์แวร์เหล่านี้ที่เขาจะบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เขาพัฒนาจากเวอร์ชั่นเก่ามายังเวอร์ชั่นใหม่อย่างไรบ้าง และที่สำคัญเราจ้องรู้ว่าเวอร์ชั่นใหม่มีเครื่องมือที่จะทำงานอบ่างไร และสามารถมาแก้ปัญหางานจองเราอย่างไรได้บ้าง เมื่อเราทราบเป็นข้อมูลแล้วคราวนี้เวลาคิดงานใหม่ออกมาเราก็ขะทราบว่าขั้นตอนไหนของงานที่เราสามารถทำได้ และขั้นตอนไหนที่เราต้องอาศัยเครื่องมือการใช้งานจากโปรแกรมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ต่อไป
ผมเกริ่นเรื่องการเปลี่ยนแปลงซอฟท์แวร์มายืดยาว ผู้อ่านอาจจะคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับ Cross Media Publishing อย่างไร ซึ่งตรงนี้แหละครับเป็นเรื่องราวที่เกิดจากการพัฒนาซอฟท์แวร์โดยตรง เพราะนี่เป็นรูปแบบหนึ่งทางความคิดที่ผู้ผลิตซอฟท์แวร์จะพยายามพัฒนาซอฟท์แวร์เพื่องสร้างงานเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าการใช้งานซอฟท์แวร์วันนี้จะมีการทำงานที่คาบเกี่ยวและเชื่อมโยงกันมากชึ้น ความสามารถในการสร้างผลงาน หรือการทำงานโครงงานต่างๆ จะต้องอาศัยเครื่องมือต่างๆ ของแต่ละซอฟท์แวร์ให้สามารถใช้งานกันได้อย่างกลมกลืนเหมือนการเล่นดนตรีวงใหญ่ที่ต้องใช้การสอบประสานการใช้เครื่องดนตรีอย่างมีประสิทธิภาพ
Cross Media Publishing คืออะไร
เมื่อก่อนเราพูดถึง Publishing เราก็จะหมายถึงการตีพิมพ์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งซอฟท์แวร์ที่มีการใช้งานเพื่อ Publishing ที่เรารู้จักกันเมื่อก่อนก็ Aldus PageMaker ซึ่งตอนหลัง Adobe ก็ซื้อมาทำเป็นของตัวเองจนถึงเวอร์ชั่น 7 แล้วก็หยุดการพัฒนาไปแล้ว และ Adobe ก็หันมาสนับสนุุนให้ Adobe InDesign เป็น Application ตัวหลักในการทำงานด้าน Publishing ซึ่งคู่แข่งที่สำคัญของ Adobe InDesign ก็คือ QuarkXpress
คราวนี้ถ้าจะอธิบายแบบง่ายๆ จากการที่ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีของซอฟท์แวร์ได้มีการพัฒนาการทำงานเชื่อมโยงกันหมด โดยเฉพาะค่าย Adobe ที่เป็นต้นแบบแห่งงานสิ่งพิมพ์และงานที่เกี่ยวข้องกับ Information หลากหลายรูปแบบ ได้ทำการสร้างแนวความคิด Dynamic Media ขึ้นมาและก็มีโปรแกรมออกมาเป็นชุด โดยเฉพาะชุดใหญ่ที่ชื่อว่า Master Collection Suite ที่เป็นชุดโปรแกรมที่สร้างงานพิมพ์ งานเว็บไซด์และงานวิดีโอ และ Cross Media Publishing ก็คือ การที่เราทำงานโดยเริ่มจากข้อความ ภาพ แล้วสามารถส่งออกไปสู่สาธารณได้ทั้งในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ สื่อมือถือ และสื่ออื่นๆ โดยเริ่มจากกระบวนการเดียวกัน แต่ใช้การจัดการเรื่องข้อมูล การบริหารจัดการเครื่องมือที่หลากหลาย อย่างนี้แหละที่เป็นที่มาของ Cross Media Publishing
Cross Media Publishing จะเป็นการทำงานที่รวมตั้งแต่การป้อนข้อมูล กระบวนการทำงาน และจบด้วยการนำเสนอ อย่างในกรณีที่เป็นการป้อนข้อมูลก็อาจจะหมายถึง เทคโนโลยีประเภท Web to Print เช่นระบบการทำงานผ่าน โปรแกรมที่ใช้ Web Browser ทำการป้อนข้อมูล อย่างในต่างประเทศจะนำมาใช้ในงาน Print on Demand หรือการสั่งลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ที่ผู้ลงโฆษณาสามารพิมพ์ข้อความด้วยตัวเอง Upload ภาพด้วยตัวเองแล้วก็สามารถจัดรูปแบบด้วยตัวเอง โดยเมื่อกดส่งข้อมูลเรียบร้อย ก็จะไปปรากฏในตำแหน่งที่เลือกไว้บนหน้าหนังสือพิมพ์ทันที โดยทางหนังสือพิมพ์ไม่ต้องมาทำการตกแต่งใดๆ ( โปรแกรมที่สามารถทำงานอย่างนี้ได้เช่น Adobe InDesign Server)
ในส่วนของการ Publishing ก็มีทั้งในรูปของ eBook ซึ่งเรื่อง eBook ก็มีหลากหลายรูปแบบเช่นกัน แต่รูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การทำสำนักพิมพ์ออนไลน์ อย่างผลิตภัณฑ์ของ Adobe ที่จะยกตัวอย่างนี้ก็คือ Adobe Digital Editions ซึ่งจะทำงานเหมือนโปรแกรมอ่านหนังสือ แต่รูปแบบของการสร้างระบบนี้ต้องใช้ Adobe Content Server เป็นระบบจัดการ ก็คือผู้ที่ทำสำนักพิมพ์สามารถนำหนังสือของตัวเองไปขายแบบออนไลน์ หรือจะให้เช่าอ่านก็ได้ เพราะสามารถตั้งระบบอายุการใช้งานในไฟล์นั้นได้ นอกจากนี้ยังมีรูปแบบที่สามารถนำไปอ่านในเครื่องโทรศัพท์มือถือได้อีกด้วย
เราจะเตรียมรับมือกับ Cross Media Publishing อย่างไร
วันนี้ทุกคนที่ต้องการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีให้คุ้มค่าที่สุดก็ต้องเริ่มจากการบริหารจัดการข้อมูลเสียก่อน ซึ่งผมจะขอพูดถึงวิธีการทำงานแบบง่ายๆ จะได้เป็นการฝึกแนวทางการทำงานของเราให้เตรียมพร้อมก่อนที่เราจะถูกบังคับการทำงานในอนาคตและเป็นการทำงานที่เป็นระบบไปในตัว โดยอย่างแรกเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การที่เราจะนำข้อมูลสักอย่าง หรือบทความสักเรื่องนำไปตีพิมพ์ พร้อมทำการย่อความบางอย่างและเพิ่มข้อมูลบางอย่างเพื่อแพร่บนอินเทอร์เน็ท และต้องคัดเลือข้อความเด็ดๆ ส่งเป็น SMS ขึ้นบนมือถือ ซึ่งการทำงานที่จะได้อย่างนี้ เราต้องมีการทำต้นฉบับหรือการพิมพ์งานอย่างถูกวิธี ไม่ใช่จะพิมพ์อย่างไรก็ได้ เพราะหากเราไม่เตรียมการให้ดี การที่เราจะนำข้อความเผยแพร่ตามสื่อต่างๆ อย่างนี้ จะกลายเป็นการทำงานถึง 3 ไฟล์ในบทความเดียว และหากมีการแก้ไขข้อมูล เราก็ต้องกลับมาแก้ไขทั้ง 3 ไฟล์เช่นกัน ซึ่งโอกาสผิดพลาดหรือหลงลืมก็จะเกิดชึ้นได้ แต่ถ้าเราเข้าใจวิธีการหรือการใช้เครื่องมือเราก็สามารถใช้เพียงไฟล์งานเดียว แต่ใช้วิธีการกำหนด Style หรือการกำหนด tag รวมไปถึงความสามารถใหม่บางอย่างใน Adobe InDesign ที่เรียกว่า Conditional Textมากำหนดการทำงานได้
กรณีที่เป็นภาพดิจิทัลเราก็ต้องมีการจัดการ XMP หรือข้อมูลของภาพการสร้าง TAG การเพิ่ม Keyword และการพิมพ์คำบรรยายภาพลงไปใน Meta Data ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะทำให้เราสามารถเลือกภาพมาใช้งานได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว
การที่เราจะเข้าสู่โลกของ Cross Media Publishing อย่างประสบความสำเร็จในวันนี้ขึ้นอยู่กับการที่เราทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เพียงใดซึ่งการเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงแนวทางด้านซอฟท์แวร์ในบ้านเรายังต้องมีการปรับทัศนคติในการเรียนการสอนอีกมาก ดังเราจะเห็นได้จากการทำความเข้าใจในเทคโนโลยีของโปรแกรมเมอร์ในบ้านเราที่จะมองไม่เห็นผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างไปจากเดิม เช่นการทำความเข้าใจกับ OS การทำงานกับ Browser หรือพูดง่ายๆ คือไม่สามารถทำงานกับระบบปฏิบัติการที่หลากหลายได้นั่นเอง
สิ่งที่ผมต้องฝากให้นักพัฒนาในบ้านเรา หรือผู็ใช้งานในบ้านเราต้องพยายามศึกษาถึงเทคโนโลยีในมุมอื่นบ้าง ก็เพราะว่าบางครั้งผมรู้สึกเสียดายความรู้ความสามารถที่เราเพียรพยายามที่จะทำหรือพัฒนาโปรแกรมขึ้นมา ในขณะที่ไม่รู้ว่าโปรแกรมที่สำเร็จรููปนั้นเขาพัฒนาก้าวล่วงไปหลายขั้นแล้ว ผมขอยกตัวอย่างแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจและอยากให้หลายๆ ท่านลองเข้าไปศึกษากันดู ซึ่งก็เป็นเทคโนโลยีของ Adobe นั่นเอง ลองเข้าไปศึกษาซอฟท์แวร์ใหม่ๆ ที่มีทั้งฟรี และตัวทดสอบได้ที่ http://labs.adobe.com จะทำให้เราได้ทราบว่า การที่เราจะก้าวเข้าสู่ Cross Media Publishing นั้นยังมีเครื่องมืออีกหลายอย่างที่เราสามารถจะหยิบฉวยมาทำให้กระบวนงานของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ผมจุดประเด็นเรื่อง Cross Media Publishing ขึ้นมา ก็เพื่อที่จะเปิดข้อมูลบางด้านของแนวทางการพัฒนาโปรแกรมของ Adobe มาให้ผู้อ่านทุกท่านได้ศึกษาเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้ปรับแนวทางและมองลู่ทางในการสร้างโมเดลการให้บริการ หรือ โมเดลทางธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเข้มแข็งเพื่อรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ทั่วโลกอยู่ในขณะนี้
ออกแบบสื่อสาร หรือสื่อสารออกแบบ ตอนที่ 1
จากการที่ผมได้ก้าวเข้าไปสัมผัสแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีการเรียนการสอนเรื่องราวที่เกี่ยวกับไอที โดยเฉพาะที่กำลังนินมกันคือ อนิเมชั่น กับ มัลติมีเดีย มองไปทางไหนก็เห็นหลายๆ แห่งแย่งกันเปิด แย่งกันโฆษณา ทำให้ผมคิดว่าอีก 5-6 ปีข้างหน้าเราจะมีแต่คนสร้างภาพเคลื่อนไหวเต็มท้องถนนไปหมด
แต่สิ่งหนึ่งที่สถาบันหลายๆ แห่งไม่ได้ให้ความสนใจคือแก่นแท้ของวิชา วันนี้หลายที่สอนการใช้งานเครื่องมือ แต่ก็สอนไม่สอดคล้องกับเครื่องมือใหม่ๆ และไม่ได้สอนให้เด็กเข้าใจว่า หัวใจของวิชาต่างๆ อยู่ที่การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่ว่าทำงานออกมาตื่นตาตื่นใจแต่ไม่รู้ว่างานที่ทำนั้นบ่งบอกเรื่องราวอะไร
เรื่องเหล่านี้ผมขอฝากให้เราหลายๆ คนที่เกี่ยวข้องลองหยุดตั้งสติ คิดกันสักนิดดีไหม
ผมมีเวลาผมก็จะมาบ่นๆ ให้ฟังต่อแล้วกัน เลยขอโอกาสตั้งเป็หัวข้อที่มีการเขียนเป็นตอนๆ ไป
มองเทคโนโลยีผ่าน MacBook Air
เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในงาน MacWorld สตีฟ จอปส์ นายใหญ่ของแอปเปิลได้นำเสนอคอมพิวเตอร์พกพาที่มีขนาดบางที่สุดในโลก จากคำกล่าวอ้างของสตีฟเอง แต่ตอนหลัง cnet ได้ออกมาเสนอข่าวว่า จริงๆ แล้วคอมพิวเตอร์ที่บางที่สุดนั้นเป็นของ Sharp ต่างหาก ซึ่งใครจะบางกว่ากัน ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะมาถกเถียงกัน เพราะบทความนี้ไม่ได้มาวิเคราะห์ในเรื่องนี้ แต่เราจะมาดูความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏเด่นชัดในการใช้งานเจ้าโน๊ตบุคตัวนี้กันดีกว่า
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1998 (เมื่อ 10 ปีที่แล้ว) หลังจากที่ สตีฟ จอปส์ ได้กลับมาทำงานที่แอปเปิลอีกครั้ง และก็ได้ออกคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่ถือว่าเปลี่ยนแปลงแนวคิดเดิมๆของรูปทรงคอมพิวเตอร์ที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยม มาเป็นรูปทรงโค้งมน และมีสีสรรที่แปลกออกไป ที่เรารู้จักกันในนาม iMac ซึ่งคอมพิวเตอร์รุ่นนี้นอกจากจะเปลียนรูปทรงของคอมพิวเตอร์แล้ว สตีฟ จอปส์ ยังได้ตัดการใช้งาน Floppy Disk ที่มีความจุ 1.44 MB ออกไปโดยให้เหตุผลว่า หากต้องการจะโอนถ่ายงานที่มีขนาดเพียง 1-2 MB สามารถใช้การส่งผ่านอินเทอร์เนตง่ายกว่า ซึ่งในตอนนั้นหลายคนยังหัวเราะเยาะความคิดของ สตีฟ จอปส์ และก็ออกมาโจมตีเรื่องนี้ว่า iMac ไม่ีความสมบูรณ์ และในตอนนั้น PC เครื่องอื่นก็ยังคงติดตั้ง Drive ที่สามารถใส่แผ่น Floppy Disk ออกมาอีก 4-5 ปี แต่เราลองมาดูกันวันนี้ ก็จะเห็นว่าสิ่งที่ สตีฟ จอปส์ ได้เริ่มต้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
มาถึงวันนี้ 10 ปีจากการเปลี่ยนแปลง iMac มาถึงการเปลี่ยนแปลงบนโน๊ตบุค สตีฟ จอปส์ ได้ทำการตัดส่วนประกอบที่เป็น Drive CD DVD ออกจากการใช้งานบนเครื่อง MacBook Air และพัฒนาด้านการทำงานไร้สายมาแทนที่ โดยเราสามารถใช้ Drive CD หรือ DVD จากเครื่องอื่น มาใช้งานที่ MacBook Air ด้วยความสามารถของ Remote Disk การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ในความรู้สึกของผมไม่ประหลาดใจนัก เนื่องจากระยะหลังผมก็ไม่ค่อยได้ใช้ CD หรือ DVD ในการย้ายข้อมูลมากนัก เพราะเรามี Flash Drive ที่เสียบ Port USB ที่มีความจุสูงสุดในขณะนี้คือ 64 GB ซึ่งมีความจุมากกว่า DVD เสียอีก ดังนั้นส่วนใหญ่ที่เราใช้ Drive CD หรือ DVD ก็ตอนติดตั้งโปรแกรมเท่านั้น แต่เจ้าตัว MacBook Air สามารถติดตั้งโปรแกรมได้ด้วยความสามารถของ Remote Disk ที่ขอยืม Drive ของคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นติดตั้ง
สิ่งที่อยากจะให้เราจับตาดูความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีด้าน IT ในปีนี้ก็คือ การพัฒนาโปรแกรมที่ทำงานผ่านอินเทอร์เน๊ท ที่เรียกว่า RIA (Rich Internet Application) โดยที่เห็นกันชัดๆ ก็คือเทคโนโลยีจากค่าย Adobe ไม่ว่าจะเป็น Kuler, Adobe Premier Express, Adobe Photoshop Express ที่จะออกมาให้เราใช้งานกันแบบฟรีๆ เมื่อเราทำการต่อเชื่อมกับ Internet หากผู้อ่านอยากทราบวิธีการทำงานอย่างไร ลองเข้าไปที่ www.buzzword.com จะเป็นเว็บสำหรับทำงานโปรแกรมประเภท Word Processing ของ Adobe ลองเข้าไปสมัคร และทดลองใช้งานดูแล้วจะทราบว่าโปรแกรมประเภท RIA จะเข้ามามีบทบาทใน IT มากขึ้น และคอมพิวเตอร์จะต้องมีการใช้งานในการติดต่อผ่านอากาศ ที่เป็นไวเลส มากขึ้น จนผมคิดว่าการที่ Apple ใช้ Code Name ว่า Air อาจจะมาจากความคิดเรื่องนี้ก็ได้
ยังมีผลิตภัณฑ์ ไอที อีกชิ้นหนึ่งที่ทำงานแบบไร้สาย เรียว่า Eye-Fi อุปกรณ์ไวร์เลสชิป (ชิปเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ทไร้สาย) ที่เพิ่งได้รับการลงคะแนนจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่าเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ดีเด่นในงาน อิเล็คทรอนิกส์โชว์ (CES2008) ที่ลาสเวกัส ก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอกย้ำให้เห็นการทำงานไร้สายว่าเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเจ้าชิปตัวนี้มีความจุ 2 GB สามารถเสียบใส่กล้องดิจิทัล ถ่ายภาพเสร็จแล้วสามารถ Upload ภาพขึ้นเว็บไซด์ได้ทันที หรือจะส่งภาพเข้าสู่คอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องเสียบสาย USB ต่อย่างใด ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นที่นิยมในปีนี้เช่นกัน